บทที่ 14 การเริ่มต้นใหม่
คืนนั้น
บ้านฝั่งตรงข้ามยังเปิดไฟอยู่ รถคันหนึ่งจอดอยู่หน้าบ้าน กล่องกระดาษหลายใบถูกทยอยยกออกมาวางไว้ท้ายรถ
ทิชานั่งอยู่ที่หน้าบ้านของตัวเอง เฝ้ามองบ้านฝั่งตรงข้ามเงียบๆ
เธอรู้แล้วว่าพี่มินทร์ต้องไป และเธอคงเปลี่ยนอะไรไม่ได้
เวลาผ่านไปพักใหญ่ ประตูบ้านฝั่งตรงข้ามก็เปิดออก เตมินทร์เดินออกมาพร้อมกระเป๋าใบหนึ่งในมือ
ทิชาลุกขึ้นทันที เด็กสาวยืนมองเขาอยู่ตรงหน้าบ้าน ก่อนจะเรียกออกไป
“พี่มินทร์”
เตมินทร์หยุดเดิน เขาหันมามองเธอ
ทั้งสองคนมองหน้ากันอยู่พักหนึ่ง ทิชาพยายามยิ้ม แต่สุดท้ายริมฝีปากกลับสั่นจนต้องก้มหน้าลง
“พี่ต้องติดต่อมาหาชาบ้างนะ”
เตมินทร์ยังคงเงียบ
“พี่ต้องกลับมาหาชาด้วยนะ” เด็กสาวพูดต่อ “ชายังอยู่ที่เดิม”
เธอสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนเงยหน้าขึ้นมองเขาอีกครั้ง
“พี่มินทร์จำทางกลับบ้านเราได้ใช่ไหม”
เตมินทร์มองเธอ เด็กหนุ่มเพียงพยักหน้าเบาๆ แล้วเดินไปขึ้นรถ
ไม่นาน รถก็เริ่มเคลื่อนออกจากหน้าบ้าน เตมินทร์เหลือบมองออกไปทางกระจกข้าง เด็กสาวยกมือขึ้นโบกให้เขา ทั้งที่น้ำตายังคงไหลลงมาไม่หยุด
เขามองเธออยู่ครู่หนึ่ง ดวงตาเริ่มแดงก่ำ ก่อนที่น้ำตาจะค่อยๆ ไหลลงมาเงียบๆ
ภายในรถเงียบอยู่นาน พ่อของเตมินทร์เหลือบมองลูกชายที่นั่งอยู่ข้างๆ
“เอาโทรศัพท์แกมา”
“ทำไมครับ”
“ฉันบอกให้เอามา”
เด็กหนุ่มก้มมองโทรศัพท์ในมือ ก่อนจะกำมันแน่นขึ้น
“ผมไม่ให้”
พ่อหันมามองเขา
“จะเก็บไว้ติดต่อใคร”
เตมินทร์ไม่ตอบ
“แกรอแม่แกติดต่อกลับมางั้นหรอ”
“แม่ต้องกลับมาหาผม”
พ่อถอนหายใจ
“แม่แกเลือกไปแล้ว”
“ผมไม่เชื่อ”
“จะเชื่อหรือไม่เชื่อ มันก็ไม่เปลี่ยนอะไร”
เตมินทร์กำโทรศัพท์แน่นกว่าเดิม
“ผมจะรอแม่”
พ่อหันกลับไปมองถนน
“แล้วแกก็ไม่ต้องติดต่อลูกสาวบ้านหลังนั้นด้วย”
เตมินทร์หันไปมองพ่อทันที
“ทิ้งมันไปให้หมดซะ” เสียงของพ่อหนักแน่นขึ้น “แล้วมาเริ่มต้นใหม่”
เตมินทร์นิ่งไป เขาก้มมองโทรศัพท์ในมือตัวเอง
ถ้านี่คือการเริ่มต้นใหม่อย่างที่พ่อบอก…แล้วเขาจะเริ่มต้นใหม่ได้ยังไง ในเมื่อเขาไม่เหลืออะไรแล้ว
พ่อเอื้อมมือไปคว้าโทรศัพท์จากมือเขา เตมินทร์รีบดึงกลับ แต่ไม่ทันเสียแล้ว
“พ่อ!”
โทรศัพท์ถูกดึงออกจากมือเขา ก่อนที่ผู้เป็นพ่อจะเปิดหน้าต่างรถ แล้วปามันลงไปข้างทาง
เตมินทร์มองตามโทรศัพท์ที่ถูกขว้างออกไป
เขานิ่งไป น้ำตาไหลลงมาโดยที่เขาไม่ได้เช็ด
“ผมเกลียดพ่อ”
หลังจากวันนั้น
เตมินทร์ต้องย้ายไปเรียนที่โรงเรียนใหม่พร้อมกับพ่อที่ย้ายมาประจำสำนักงานที่ต่างจังหวัด
บ้านหลังใหม่อยู่ห่างจากโรงเรียนไม่มากนัก
ช่วงแรกเตมินทร์แทบไม่พูดกับใคร แต่เวลาผ่านไป เขาก็เริ่มปรับตัวเข้ากับที่ใหม่ได้ เริ่มมีเพื่อนในห้องที่คุยด้วยบ้าง และมีชีวิตประจำวันเหมือนเด็กคนอื่นๆ เพียงแต่ไม่มีแม่และทิชาอยู่ในนั้น
ส่วนทิชาเองก็ไม่สามารถติดต่อเตมินทร์ได้อีก
เธอเคยรอให้เขาติดต่อกลับมาบ้าง แต่สุดท้ายนับตั้งแต่วันนั้น เธอก็ไม่เคยได้ยินเสียงของพี่มินทร์อีกเลย
วันเวลาผ่านไป…เรื่องราวของเด็กหนุ่มที่เคยอยู่บ้านฝั่งตรงข้ามก็ค่อยๆ กลายเป็นเพียงความทรงจำของทิชา
บ้านฝั่งตรงข้ามที่เคยเป็นบ้านของพี่มินทร์ถูกปล่อยว่างอยู่พักใหญ่ ก่อนจะมีครอบครัวใหม่ย้ายเข้ามา เด็กหนุ่มวัยเดียวกับทิชาเป็นลูกชายของบ้านนั้น
เขาชื่อ นนท์
วันแรกที่เจอกัน ทิชากำลังยืนรอแม่อยู่หน้าบ้าน เด็กหนุ่มที่เพิ่งย้ายเข้ามาใหม่เดินออกมาจากบ้านฝั่งตรงข้าม ก่อนจะส่งยิ้มให้เธอ
“เธออยู่บ้านนี้เหรอ”
ทิชาพยักหน้า
“อื้อ แล้วนายล่ะ”
“เราเพิ่งย้ายมา ชื่อนนท์”
“เราชื่อชา”
“รู้แล้ว”
“หืม?”
นนท์หัวเราะเบาๆ
“แม่เราบอกว่า บ้านฝั่งตรงข้ามมีเด็กผู้หญิงรุ่นเดียวกันกับเราชื่อทิชา”
“อ๋อ...”
ทิชาพยักหน้ารับ ก่อนจะยิ้มให้เขา
จากวันนั้น นนท์ก็เริ่มเข้ามาทักเธอบ่อยขึ้น บางวันเจอกันที่โรงเรียน บางวันก็เดินกลับบ้านพร้อมกัน และไม่นาน ทั้งสองก็เริ่มสนิทกันมากขึ้น
“ชา รอเราด้วย”
เสียงของนนท์ดังขึ้นจากด้านหลัง
“ชาเดินช้าๆ หน่อยไม่ได้หรือไง หรือชาหนีเราอยู่”
“แล้วเราจะเดินหนีนนท์ทำไม นนท์ต่างหากที่เดินช้า เราเดินแบบนี้เป็นปกติตั้งนานแล้ว”
เป็นเพราะพี่มินทร์ขายาวแล้วเดินเร็วหรือเปล่านะ ทิชาเลยต้องก้าวให้ยาวขึ้นตาม พอเดินแบบนั้นทุกวันเข้า มันก็เลยติดเป็นนิสัยมาจนถึงตอนนี้
“โอเคๆ งั้นเดี๋ยวเราจะเดินให้เร็วขึ้น ชาตามมาให้ทันเราละกัน”
ทิชาหัวเราะออกมา ก่อนจะเดินต่อ
“ฝันอยู่รึเปล่า ยังไงเราก็เดินเร็วว่านนท์ แน่จริงก็วิ่งตามเราให้ทันก่อนเถอะ”
หลายปีผ่านไป
ทิชาโตขึ้นเป็นเด็กสาวมัธยมปลาย ชีวิตของเธอยังคงดำเนินไปตามปกติ ทั้งเรื่องเรียน เพื่อน และเรื่องเล็กๆ ในแต่ละวัน
นนท์เองก็ยังอยู่ไม่ไกลจากเธอ เย็นวันหนึ่งหลังเลิกเรียน ทั้งสองเดินกลับบ้านด้วยกันเหมือนทุกวัน
“ชา วันนี้การบ้านคณิตยากมากเลย”
“ก็เพราะนายไม่ตั้งใจเรียนเอง”
“เราตั้งใจแล้วนะ”
“ตั้งใจคุยกับเพื่อนน่ะสิ”
“รู้ทันอีกแล้ว”
ทิชาหัวเราะ
ทั้งสองเดินคุยกันไปเรื่อยๆ จนใกล้ถึงหมู่บ้าน
เพล้ง!
นนท์สะดุ้งโหยง ก่อนจะคว้าตัวทิชาเข้ามากอดโดยไม่ทันคิด
“เฮ้ย”
ทิชาหันไปมองข้างหลัง ก่อนจะหันกลับมามองนนท์
“นี่...นายกลัวผีงั้นเหรอ”
นนท์รีบปล่อยมือ
“ปะ...เปล่านะ”
“แล้วเมื่อกี้กอดฉันทำไม”
“ก็...ตกใจเฉยๆ”
ทิชาหรี่ตามอง
“กลางวันแสกๆ จะมีผีที่ไหนล่ะ”
“นายกลัวผีแน่เลย”
“ไม่ได้กลัว!”
ทิชาหัวเราะ แล้วรีบวิ่งออกไปข้างหน้า
“ชา! รอด้วย!”
นนท์รีบวิ่งตาม
“ชารอด้วยยย!”
